วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กิจกรรมเสรี

เสรี


กิจกรรมเสรีเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก เล่นอย่างอิสระตามมุมการเล่น หรือมุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ภายในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์ มุมธรรมชาติ มุมเครื่องเล่นสัมผัส มุมบทบาทสมมติ เป็นต้น มุมต่าง ๆ เหล่านี้เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างอิสระตามความสนใจและความต้องการของ เด็ก โดยมีจุดมุ่งหมายส่งเสริมให้เด็กคิดตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการวางซึ่งในการเล่นตามุมนี้ เด็กอาจจะเล่นคนเดียว หรือเล่นเป็นกลุ่มย่อยก็ได้ เพื่อเด็กได้มีโอกาสเรียนรู้การเข้าสังคมด้วยการเล่นกับเพื่อนและผู้อื่น
                                            
ความสำคัญ
กิจกรรมเสรีหรือกิจกรรมเล่นตามมุมที่โรงเรียนจัดให้เด็กเล่นอย่างอิสระ เป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างอิสระจากของเล่นตามมุมประสบการณ์หรือ ศูนย์การเรียนที่จัดไว้ในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมธรรมชาติ มุมบ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น นอกจากจะให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว ครูอาจจะให้เด็กทำกิจกรรมที่ครูจัด เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ ซึ่งการจัดกิจกรรมเสรีนี้เป็นการให้เด็กได้เล่นอิสระ ตอบสนองความสนใจของตนเอง เด็กจึงมีโอกาสได้คิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาและพัฒนาความรู้ โดยผู้ใหญ่เลือกใช้วิธีการส่งเสริมให้เด็กเล่นด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสอด คล้องกับธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้คิดรูปแบบการเล่นตามความสนใจและความต้องการ ทั้งที่เล่นเป็นรายเดี่ยวและเล่นเป็นรายกลุ่ม จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้การเข้าสังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งนี้เพราะการเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต ได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น มีโอกาสทำการทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา และค้นพบด้วยตนเอง ได้ใช้ประสาทสัมผัส การรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์ และแสดงออกถึงตนเอง ผลจากเล่นจะทำให้เด็กเกิดพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจะพัฒนาลักษณะทางสังคมของเด็กปฐมวัยผ่านการเล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้ อื่น เช่น การให้ความร่วมมือ การเป็นผู้นำผู้ตาม การเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปันสิ่งของ การช่วยเหลือตนเอง และการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้


การเล่นเสรีหรือกิจกรรมเสรีมีประโยชน์ต่อเด็กในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกส่วน ดังนี้
  • ด้านร่างกาย เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่
  • ด้านอารมณ์-จิตใจ เด็กจะร่าเริงเบิกบาน มีอิสระในการเลือกเล่นสิ่งที่ตนสนใจ เด็กได้ระบายอารมณ์และความรู้สึกขณะเล่น ผ่อนคลายความตึงเครียด
  • ด้านสังคม เด็กรู้จักตนเอง รู้จักบุคคลรอบด้าน (จากการเล่นสมมุติ) รู้จักเพื่อนที่เล่นด้วย ขณะเล่นเด็กได้มีโอกาสรู้จักบทบาทของตนเองและผู้อื่น รู้จักการผ่อนปรนและรอคอย อดทนต่อความไม่สมหวัง รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการร่วมมือกับคนอื่น เป็นต้น
  • ด้านสติปัญญา เด็กได้หัดใช้ความคิด ตัดสินใจแก้ปัญหา ได้มีโอกาสสืบค้นหาคำตอบหรือบางครั้งการเล่นทำให้เด็กได้สร้างความรู้ โดยไม่ต้องจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ เช่น การที่เด็กเล่นน้ำ เด็กกรอกน้ำใส่ขวด เด็กจะได้เห็นน้ำไหลผ่านปากขวดไปอย่างง่ายดาย แตกต่างจากการเอาก้อนหินใส่ขวดและหากก้อนหินก้อนใหญ่กว่าปากขวด ก้อนหินจะไม่ผ่านปากขวดไป เด็กได้เห็นน้ำแปรเปลี่ยนรูปร่างเช่นเดียวกับขวด เห็นมือของเขาเปียกน้ำ แต่สักครู่มือก็แห้งได้ น้ำหายไปไหน เป็นต้น การเล่นเสรีจึงเป็นส่วนการเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก

วัตถุประสงค์ย่อย
1. ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
2. ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
3. ฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบในการทำงานและความมีระเบียบวินัย
4. ฝึกและส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีเหตุผล
5. ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน
6. เพื่อส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทางด้านภาษาและทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
7. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิด วางแผน และตัดสินใจในการทำกิจกรรม
8. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักปรับตัวในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักรอคอย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้อภัย
9. ส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ และสิ่งแวดล้อม
บทบาทครู
1.       จัดเตรียมกิจกรรมเสรีให้พร้อมใช้งานและเพียงพอต่อจำนวนเด็ก
2.       แนะนำ สิตวิธีการเล่นพอสังเขป
3.       สนทนาระเบียนวิธีการเล่น
4.       ให้เด็กเล่นกิจกรรมอย่างอิสระโดยใช้วิธีที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้เล่นและครูสามารถดูแลอย่างทั่วถึง
5.       ชวนเด็กสนทนาในสิ่งที่เด็กทำ
6.       หากเกิดปัญหาให้ครูช่วยกระตุ้นการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง
7.       การเปลี่ยนกิจกรรมอื่นให้เด็กเก็บของเล่นให้วางไว้ที่เดิมให้เรียบร้อยก่อนเลือกหาที่เล่นใหม่
8.       ไท้อนุญาตให้เด็กเคลื่อนย้ายหรือนำของเด็กออกนอกพื้นที่ ที่กำหนด
9.       ให้สัญญาณที่ตกลงกันไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกเวลาและเก็บของเล่นเพื่อจบกิจกรรมเสรี



กิจกรรมเสรีเป็นลักษณะของการส่งเสริมการเล่นอย่างอิสระของเด็ก เด็กมีโอกาสเรียนรู้การเข้าสังคมจากการเล่นผ่านกิจกรรมเสรี ครูคือผู้สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก จึงควรคอยสังเกตเด็กขณะเด็กเล่น หากว่าบางมุมที่เด็กไม่สนใจเล่นแล้ว ครูควรปรับเปลี่ยนสื่อหรือเปลี่ยนเป็นมุมอื่น เช่น อาจดัดแปลงมุมบ้านเป็นมุมร้านค้า มุมหมอ ครูควรสอนให้เด็กคิดแก้ ปัญหาในกรณีที่บางมุมมีเพื่อนเข้าเล่นจำนวนมากเกินไป บางครั้งเด็กสนใจการเล่นมุมใดมุมหนึ่งเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เด็กขาด ประสบการณ์การเรียนรู้ด้านอื่น ครูควรชักชวนให้เด็กเรียนรู้มุมอื่นบ้าง และครูต้องมีการสับเปลี่ยนสื่อหรือเพิ่มเติมเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ
ศูนย์การเรียนรู้ (Learning center)
     บริเวณที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้และรับผิดชอบตัวเองด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อน ตามความสนใจ ความต้องการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้และระดับพัฒนาการของเด็ก จัดเป็นสัดส่วนในห้องเรียนเพื่อเด็กๆจะหยิบจับมาเล่นได้อย่างอิสระ ศูนย์การเรียนรู้ปฐมวัย จำแนกเป็น 2 ประเภท
1.       ศูนย์การเรียนรู้ถาวร หมายถึง ศูนย์การเรียนรู้ที่ติดตั้งอยู่ในชั้นเรียนตลอดปีไม่มีเปลี่ยนแปลง
2.       ศูนย์การเรียนรู้ชั่วคราว หมายถึง ศูนย์การเรียนรู้ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
การจัดกิจกรรมเสรีที่โรงเรียน ครูจะจัดศูนย์การเรียนไว้ในห้องเรียนให้เด็กเลือกเล่นตามความสนใจ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • มุมศิลปะ เด็กอาจเล่นปั้นดินเหนียวหรือปั้นแป้งที่ผสมน้ำแล้ว ดินเหนียวหรือแป้งนั้นจะเป็นรูปร่างกลม รูปแบน รูปเหลี่ยม หรืออื่นๆ ได้ตามที่เด็กทำขึ้น แต่หากนำทรายร่วนหรือ แป้งร่วนมาปั้น ก็ไม่สามารถปั้นเป็นรูปร่างได้ การเล่นจึงเป็นประโยชนต่อเด็ก ขณะเด็กเล่นเด็กได้สังเกตจากการสัมผัสวัตถุ ประสาทสัมผัสของเด็กได้ทำงาน ดังการปั้นแป้งหรือดินเหนียวที่กล่าวมานั้น มือเด็กสัมผัสแป้ง เด็กรับรู้ความชื้นของแป้ง จมูกได้กลิ่นแป้งดิบ ตาได้เห็นสี รูปร่างของแป้งที่ปั้นเป็นรูปร่างต่างๆ เด็กจึงรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสตา หู ผิวหนัง จมูก เป็นผลให้เกิดการสร้างปัญญาและความคิดของเด็กงอกงาม ทั้งนี้เพราะเกิดการสร้างกระบวนการทางสมองในการคิดเพื่อการเรียนรู้ การรับรู้ด้วยการสัมผัส การเพิ่มพูนความรู้ของเด็กเกิดการสัมผัสของเล่นและบุคคล
  • มุมเกมการศึกษา เด็กได้รู้จักการจัดพวก การลำดับ การสังเกต จำแนก ทำนาย สรุปภาพการเปรียบ หาเหตุผลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดปัญญาและความสามารถทางวิชาการ เด็กจะเล่นผ่านการใช้ร่างกาย (Sensory motor) หรืออีกนัยหนึ่งคือการเล่นสำรวจ (Exploratory Play) คือ มีความสนใจ สงสัย กระตือรือร้นในสิ่งต่างๆ รอบตัว บางครั้งเด็กเล่นเลียบแบบ เพราะเด็กสังเกต เป็นความสามารถของเด็กที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นการกระทำที่เคลื่อนไหว มีอิริยาบถ มีการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ มีการทวนซ้ำ จะนำเด็กไปสู่การค้นพบ การแก้ปัญหา การเล่นสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาเพราะเด็กเริ่มรู้คุณสมบัติของวัตถุบาง ชนิดแล้ว การเล่นสร้างสิ่งต่างๆนี้ผู้เล่นจะสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมลักษณะ ต่างๆ โดยเด็กจะนำเอาประสบการณ์ต่างๆ ของตนเข้ามารวมกันทั้งอารมณ์ ความคิด เหตุผล จะสามารถแยกสิ่งแวดล้อมต่างๆ ออกได้ว่าแตกต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร แล้วนำมาหาความสัมพันธ์กัน
  • มุมบทบาทสมมุติ เป็นการเล่นลักษณะจินตนาการ ใช้สิ่งของแทนของเล่นและแทนสิ่งต่างๆ เช่น ใช้ม้านั่งสองขาแทนน้องเล็กๆ ใช้ใบไม้แทนมงกุฎนางฟ้า เป็นต้น ขณะเล่นเด็กจะเปลี่ยนของเล่นสมมุติเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ เด็กอาจจะเอาท่อนไม้แทนบ้าน แล้วเติมสิ่งของหรือนำออก บ้านก็จะเปลี่ยนเป็นร้านค้าก็ได้โดยใช้คำพูดถ่ายทอดการเล่นออกมาแทน ทั้งนี้เพราะเด็กสามารถมองเห็นเรื่องราวทั้งหมดที่อยู่ในใจหรือในจินตนาการ ของตนเอง การเล่นลักษณะเช่นนี้เราจะเห็นได้ชัดเจนและบ่อยๆ เด็กจะแสดงออกถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ขณะเล่นด้วยการเล่นไปพูดไป (Verbal Play) เด็กจะพูดเกี่ยวกับโลกของตน คำพูดอาจจะนำมาจากนิทานที่อ่านหรือฟังมา เช่น เล่นเป็นครู เล่นเป็นพ่อเป็นแม่ เด็กจะเริ่มเล่นกับเพื่อน มีเพื่อนมาเล่นจินตนาการร่วมกัน แต่จะเล่นสมมุติเป็นตัวละครที่แต่ละคนจินตนาการ แสดงถึงเด็กต้องการสังคมในการเล่นการเล่นสมมุติจะเป็นการสร้างโอกาสให้เด็ก ก้าวไปสู่การพัฒนาการที่สูงกว่า การเล่นสมมุติจะมีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ทางภาษา พัฒนาการด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านสังคมเป็นต้น
  • มุมบล็อก เด็กเล่นสร้างก้อนไม้หรือไม้บล็อก นำมาต่อกันตามจินตนาการเป็นรูปทรงต่างๆ อย่างอิสระ
นอกจากนี้กิจกรรมเสรีอาจจัดนอกห้องเรียน ได้แก่ การเล่นน้ำ เล่นทราย จากบ่อน้ำ บ่อทราย ที่จัดขึ้นพร้อมจัดหาวัสดุของเล่นจากร้านค้าและวัสดุเหลือใช้นำมาประดิษฐ์ ขึ้นคล้ายของจริง เช่น นำขวดน้ำพลาสติกมาตัดครึ่งเฉียงออกเป็นสองชิ้นใช้แทนเสียมตักดิน และกรวยกรอกน้ำ เป็นสิ่งที่เด็กชอบเล่นมาก ใช้ตักดิน กรอกน้ำเล่นที่มุมน้ำ มุมทรายที่จัดไว้นอกห้องเรียนเพราะเล่นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ ทำความสะอาดง่าย และสะดวก
พ่อแม่ผู้ปกครอง
เด็กปฐมวัยจะเล่น และสร้างแบบการเล่นของตนเองอยู่แล้ว แสดงความเป็นตัวเองตามธรรม ชาติของเด็กวัยนี้ เด็กจะเล่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าที่บ้านหรือโรงเรียน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ครอบครัวจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กผ่านการเล่น ด้วยความรักและเข้าใจ เพื่อนเล่นของเด็กที่บ้านคือ พ่อแม่ ญาติ พี่น้องและเพื่อนบ้าน ลักษณะการเล่นที่บ้านของเด็กมีลักษณะสอดคล้องกับกิจกรรมเสรีที่โรงเรียน ครอบครัวสามารถสร้างกิจกรรมการเล่นให้แก่เด็กได้ง่ายๆ เช่น การเล่นบทบาทสมมุติตามนิทาน เล่นต่อบล็อก เล่นน้ำ เล่นทราย พ่อแม่อาจหาทราย หาน้ำใส่กะละมัง หรืออ่าง พร้อมวัสดุตักดิน ตักน้ำ บางครั้งครอบครัวมีกิจกรรมไปเที่ยวชายหาด ลูกจะได้เล่นน้ำ เล่นทราย ที่บ้านจัดมุมหนังสือสำหรับเด็ก มุมดนตรี เป็นมุมส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวได้ เพื่อส่งเสริมการเข้าสังคมของเด็กปฐมวัย ครอบครัวเป็นหน่วยสังคมพื้นฐานที่อบรมเลี้ยงดูเด็ก บางครั้งพี่น้องวัยใกล้เคียงกันเขาเล่นสมมุติด้วยกันได้ พ่อแม่คอยสนับสนุนการเล่นของเด็ก การเล่นสมมุติอาจจะมีบทบาทอื่นเช่น เป็นบุคคลในชุมชน เป็นแม่ค้า เป็นบุรุษไปรษณีย์ โดยพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุนการเล่น เป็นผู้จัดหาสื่อของเล่น และเป็นผู้คอยสัง เกตความสนใจและการเล่นของเด็ก คอยตั้งคำถามให้เด็กหัดคิดและตัดสินใจเล่น สิ่งสำคัญพ่อแม่คือผู้สร้างบรรยากาศที่ดีในการเล่น ใช้ภาษาสุภาพเหมาะสมกับเหตุการณ์ เพื่อให้เด็กได้เลียนแบบการเข้าสังคม กิจกรรมเสรีจึงเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย คือเด็กชอบเล่น และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่จากการเล่น และเด็กวัย 3-5 ปี เป็นระยะเข้าสู่สถานศึกษา จึงเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าสู่สังคมของเด็กปฐมวัย
อ้างอิง
1. โรงเรียนตันตรารักษ์
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุบผา เรืองรอง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
3.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
4. อุดมลักษณ์ กุลพิจิตรและคณะ (2555). ชุดอบรมครูปฐมวัย โมดูล 2 ในโครงการพัฒนาครุ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา การศึกษาปฐมวัย การศึกษาพิเศษ บรรณรักษ์และแนะแนว สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบ ประมาณ 2555. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
5. Brewer, Jo Ann. (1992). Introduction to Early Childhood Education: Preschool through Primary Grade. U.S.A.: Alvin and Bacon. Gilly, J. M.and Gilly B.H. (1980). Early Childhood in early education. New York: Delmar Publishers Inc.

6. ผศ.ดร.ทิพจุฑา สุภิมารส คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์

กิจกรรมกลางแจ้ง


ถ้าพูดถึงกิจกรรมกลางแจ้งแล้ว  บางคนคิดว่าต้องจัดกลางแจ้งเท่านั้น  ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมกลางแจ้งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้เล่นทั้งในร่มและที่แจ้ง และมีบริเวณสะดวกปลอดภัย และสะอาดเหมาะสมกับการเล่น  กิจกรรมกลางแจ้งที่จัดให้กับเด็ก  ได้แก่  การเล่นทราย  การเล่นน้ำ  การเล่นเครื่องเล่นสนาม  การเล่นสมมุติในบ้านตุ๊กตา    การเล่นในมุมช่างไม้  การเล่นเกม การละเล่น  เป็นต้น  การเล่นเกมมีความหมายสำหรับเด็ก ครูต้องสาธิต อธิบายกติกา ดูแลความปลอดภัย  ไม่เน้นการแข่งขัน การแพ้  ชนะ   คุณค่าของการเล่นกลางแจ้ง หรือการละเล่น จะช่วยให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ  สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่ว  และต่อเนื่อง  นอกจากนั้นยังฝึกความมีระเบียบวินัย  ความเชื่อมั่นในตนเอง  การเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น  
กิจกรรม กลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายและแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก กิจกรรมกลางแจ้งที่ครูสอนควรจัดให้เด็กให้เล่น
กิจกรรมกลางแจ้งมีประโยชน์
พื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งควรมีร่มเงา มีแสงแดดที่เหมาะสม พื้นผิวเรียบ มีบริเวณให้วิ่งเล่น เต้น กระโดด
การออกกำลังกายมีคุณค่าต่อชีวิตซึ่งแพทย์ นักการศึกษา นักกีฬา และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ทุกสาขาต่างประมวลความรู้และนำเสนอคุณค่าของการออก กำลังกายไว้น่าสนใจ เช่น การออกกำลังกายมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองคนเราโดยเฉพาะเด็กวัย 3 ขวบแรกของชีวิตที่เซลล์สมองจะสร้างใยประสาท เมื่อเส้นใยประสาทเชื่อมต่อกันมากพอเหมาะ เด็กจะฉลาด การที่ใยประสาทจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะต้องอาศัยการออกกำลังกายเป็นสำคัญประการหนึ่ง ขณะ เดียวกันเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่าผู้ที่ออกกำลังกายจะเป็นผู้ที่มีความ สุข เพราะขณะที่ร่าง กายเคลื่อนไหว จะเกิดแรงกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารดีสร้างความสุขให้ตัวเรา จิตใจจะผ่อนคลาย และเมื่อออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะแข็งแรงมีผลให้รูปร่างลักษณะของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีความเหมาะสม คือ การทรงตัวดี กระดูกแข็งแรง ไม่มีไขมันเพราะร่างกายได้ฝึกซ้อมการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ การทำงานของอวัยวะจะสัมพันธ์กันและทำ งานเป็นปกติ เช่น ระบบขับถ่ายของเสีย ทั้งถ่ายหนัก ถ่ายเบา การขับเหงื่อออกจากผิวหนัง หรือการที่ร่างกายนอนหลับเมื่อถึงเวลาพักผ่อน เกิดจากการที่ร่างกายปรับความสมดุลของร่างกายให้ดี ขณะนอนหลับไตจะทำงานขับของเสียออกจากร่างกาย และขณะเดียวกันร่างกายจะมีพลังเพิ่มขึ้น หากเราพักผ่อนได้เต็มที่ เมื่อตื่นนอนเราจะรู้สึกสดชื่นพร้อมจะดำเนินชีวิตต่อไป และทำให้ร่างกายมีความแข็งแรง
1.       เพื่อส่งเสริมให้มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี
2.       เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัด ใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว
3.       เพื่อพัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
4.       เพื่อส่งเสริมความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
5.       เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด
6.       เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในการเล่น การทำงานร่วกับผู้อื่น รู้จักเสียสละ ให้อภัย การแบ่งปันอุปกรณ์การเล่น
7.       เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ต่างๆเช่น การสังเกต เปรียบเทียบ เป็นต้น
บทบาทครู
1.       แนะนำการเล่นกลางแจ้งในถูกวีและปลอดภัย
2.       ควรมีวิธีปล่อยเด็กไปเล่นกลางแจ้งอย่างมีระเบียบ เข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง
3.       ให้เด็กเล่นอย่างอิสระ โดยมีครูดูแลเด็กในสายตาตลอดเวลา
4.       ฝึกให้เด็กแบ่งปัน รอคอย ให้อภัยกันและกัน
5.       ฝึกให้เด็กมีความกล้า เชื่อมั่นในตนเอง ปรับตัว
6.       หมั่นตรวจตราเครื่องเล่นสนาม และอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและการใช้ให้ดีอยู่เสมอ
7.       ให้โอกาสให้เด็กเล่นกลางแจ้งอย่างอิสระทุกวัน อย่างน้อย 30 นาที
8.       ขณะ เล่นกลางแจ้ง ผู้สอนดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อระมัดระวังความปลอดภัยในการเล่น หากพบว่าเด็กแสดงอาการเหนื่อย อ่อนหล้า ควรให้เด็กหยุดพัก
9.       ไม่ควรนำกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กประถมศึกษาใช้สอนกับเด็กปฐมวัยเพราะยังไม่เหมาะสมกับวัp
10.   หลังจากเลิกกิจกรรมกลางแจ้งควรให้เด็กไปพักผ่อนหรือนั่งพัก ไม่ควรให้เด็กนั่งรับประทานอาหาร
11.   จัดตั้งเครื่องเล่นโดยคำนึงถึงความปลอดภัย
12.   ควรมีเครื่องมือปฐมพยายามและเวชภัณฑ์ในกรณีฉุกเฉิน
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้เสนอแนะกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับเด็กปฐมวัยให้ครูจัดไว้ดังนี้
การเล่นเครื่องเล่นสนาม การเล่นเครื่องเล่นสนามจะส่งเสริมให้เด็กได้ออกกำลังกาย พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เพราะเด็กจะได้ปีนป่าย หมุน โยก ฯลฯ ทางสถานศึกษาควรจัดเครื่องเล่นสนามประเภทต่างๆ ดังนี้คือ เครื่องเล่นปีนป่ายหรือตาข่ายสำหรับปีนเล่น เครื่องเล่นสำหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถสำหรับหมุนเล่น ราวโหนขนาดเล็กสำหรับเด็ก ท่อนไม้สำหรับทรงตัวหรือไม้กระดานแผ่นเดียว เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง เป็นต้น
เครื่องเล่นสนาม  หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กได้ปีนป่าย หมุน โยก ซึ้งนำออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น
5.1 เครื่องเล่นสำหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสำหรับปีน
5.2 เครื่องเล่นสำหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดาน
5.3 เครื่องเล่นสำหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัย สำหรับหมุนเล่น
5.4 ราวโหนขนาดเล็กสำหรับเด็ก
5.5 ต้นไม้สำหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว
5.6 เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ฯลฯ

การเล่นทราย การจัดทรายให้เด็กเล่นเป็นการตอบสนองธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่ชอบเล่นจับ สัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว และสร้างสรรค์ตามจินตนาการ ทรายจึงเป็นสิ่งที่เด็กชอบเล่น ทั้งทรายที่เปียกน้ำ ทรายแห้ง เด็กจะเล่นก่อเป็นรูปร่างต่างๆ และสมมติว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทั้งที่เป็นจริงและเป็นสิ่งที่คิดเอาเอง บางครั้งเด็กต้องการสิ่งของนำมาประกอบเรื่องราว เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ เปลือกหอย ช้อนตักทราย พิมพ์ขนม เป็นต้น การจัดทรายไว้กลางแจ้ง โรงเรียนมักจัดทำเป็นบ่อเพื่อจัดเก็บทรายมิให้กระจัดกระจาย มีหลังคาหรือตาข่ายรองรับใบไม้ที่ร่วงหล่นมา มีรั้วรอบขอบชิดป้องกันสัตว์เข้าไปถ่ายมูลและทำสกปรก
ทราย เป็นสิ่งที่เด็กๆชอบเล่น ทั้งทรายแห้งทรายเปียก นำมาก่อเป็นรูปต่างๆ และสามารถนำวัสดุอื่นๆ มาประกอบการเล่นการแต่งได้ เช่น กิ่งไม้  ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ต่างๆ ที่ตักทราย ฯลฯ
บ่อ ทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาทำขอบบ้าน เพื่อมิให้กระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้ำให้ชื้อเพื่อให้เด็กได้ก่อเล่นนอกจากนี้ควรมีวิธีปิดกั้น ไม่ให้สัตว์เลี้ยงลงไปทำความสกปรกภายในบ่อทราย
การเล่นน้ำ การจัดให้เด็กเล่นน้ำเป็นการตอบสนองธรรมชาติของเด็กปฐมวัยเช่นเดียวกับการ จัดทรายให้เด็กเล่น เด็กพอใจที่ได้เล่นน้ำเพราะเด็กใช้น้ำสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เด็กคิด และเด็กได้ผ่อนคลายความเครียดจากการเล่นน้ำ นอกจากนี้การเล่นน้ำเด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของน้ำด้วย เช่น น้ำเป็นของเหลว น้ำผสมกับสิ่งต่างๆ ได้ เด็ก ทั่วไปชอบเล่นน้ำมาก การเล่นน้ำนอกจากสร้างความพอใจและคลายความเครียดให้กับเด็กและยังแล้วยังให้ เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่นเรียนรู้ทักษะการสังเกต จำแนกเปรียบเทียบ ปริมาตร ฯลฯ
อุปกรณ์ ที่ใช้น้ำอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่านน้ำวางขาตั้งที่มั่นคง ความสูงที่เด็กยืนได้พอดี และควรมีผ้าพลาสติกกันเสื้อผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น
การเล่นสมมติในบ้านจำลองหรือบ้านตุ๊กตา จัดให้คล้ายบ้านจริง ใช้วัสดุที่นำมาจากเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่อง ครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้ว สำหรับตกแต่งบริเวณคล้ายบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านค้าขายของ หรือสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กเอง เป็น บ้านจำลองให้เด็กเล่น จำลองแบบจากบ้านจริงๆ อาจทำด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ กระสอบป่าน ของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลในครอบครัวเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วมีการตกแต่ง บริเวณใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทำการต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กเอง
การเล่นในมุมช่างไม้ เด็กต้องการการออกกำลังในการเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้เพื่อจะช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ฝึกให้รักงานและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย เด็ก ต้องการออกกำลังในการเคาะ ตอก กิจกรรมในการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง จะช่วยในการฝึกใช้มือและประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รักงาน และส่งเสริมให้รักงาน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
การเล่นกับอุปกรณ์กีฬา เป็นการนำอุปกรณ์กีฬามาให้เด็กเล่นอย่างอิสระ หรือใช้ประกอบการเล่นเกมการเล่นที่ให้อิสระกับเด็ก หากมีการแข่งขัน จะไม่เน้นการแข่งขันแบบมีแพ้มีชนะ อุปกรณ์ที่ครูนิยมนำมาให้เด็กเล่นคือ ลูกบอล ห่วงยาง ถุงทราย ฯลฯ เพราะเหมาะกับเด็กปฐมวัย เป็น การนำอุปกรณ์มาให้เด็กเล่นอย่างอิสระหรือใช้ประกอบเกมการเล่นที่ให้อิสระแก่ เด็กให้มากที่สุดไม่ควรแน่นการแข่งขันที่เน้น แพ้ ชนะ อุปกรณ์ที่นำมาให้เด็กเล่น เช่น ลูกบอล ห่วงยาง ฯลฯ

การเล่นเกมการละเล่น เกมการละเล่นที่ครูจัดให้เด็กปฐมวัยเล่นมักเป็นเกมง่ายๆ ทั้งการละเล่นของไทยและการละเล่นสากลที่รู้จักกันทั่วไป และเกมที่ครูประยุกต์ให้เข้ากับหน่วยการสอนที่กำหนดให้เด็กเรียนซึ่งนำมาจาก หลักสูตรแกนกลางหรือหลักสูตรสถานศึกษา โดยครูจัดให้เล่นในพื้นที่โล่งกว้าง ส่งเสริมให้เด็กเล่นทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ เป็นเกมสนุกสนานมากกว่าการแข่งขันแพ้ชนะ เพื่อมิให้เด็กเครียดและรู้สึกไม่ดีต่อตนเองที่แพ้หรือไม่ประสบความสำเร็จ กิจกรรม การเล่นเกมกิจกรรมที่จัดให้เด็กเล่น เช่นการละเล่นของไทย เกมการละเล่นท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้บริเวณที่กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ก่อนเล่นผู้สอนอธิบายกติกา และสาธิตให้เด็กเข้าใจไม่ควรนำเกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยาก และเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้เพราะเด็กอาจเกิดความเครียดและสร้างความรู้สึก ไม่ดีต่อตนเอง และผู้อื่นด้วย

ครูควรฝึกสุขนิสัยในการเล่นกิจกรรมกลางแจ้งแก่เด็ก เช่น เล่นเป็นเวลา เมื่อถึงเวลาเลิกก็ฝึกให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลง เล่นในที่สะอาด และปลอดภัยที่ผู้ใหญ่แนะนำ ไม่เล่นของอันตรายและไม่เล่นโลดโผน ไม่เล่นของสกปรก เช่น มูลสัตว์ ขยะมูลฝอย หลังเลิกเล่นแล้วควรทำความสะอาดมือ เท้า ให้สวมเสื้อผ้าที่เหมะสมกับกิจกรรมการเล่นนั้นๆ ควรสวมรองเท้าเมื่อลงเล่นที่พื้นดิน เมื่อเล่นจะต้องระมัดระวังอุบัติเหตุของตนเองและผู้อื่น เช่น เล่นแกว่งชิงช้า ควรโล้อย่างระมัดระวัง ดูเพื่อนก่อนโล้ว่าอยู่ข้างหลังหรือไม่ เล่นตามข้อตกลง และช่วยเก็บของเล่นเข้าที่อย่างมีระเบียบภายหลังการเล่น












พ่อแม่ผู้ปกครอง
การเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันไป พ่อแม่สามารถส่งเสริมลูกด้วยการจัดกิจกรรมการเล่นให้สอดคล้องตามวัยดังนี้
  • เด็กวัย 1-3 ปี ความเจริญเติบโตทางกระดูกจะเพิ่มทั้งขนาดและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กล้ามเนื้อใหญ่โตเร็ว แต่กล้ามเนื้อเล็กยังไม่เจริญ ความเจริญของเส้นประสาทเพิ่มจำนวนทำให้มีการเจริญทางสมอง เด็กชอบเล่นคนเดียว ชอบเล่นเลียนแบบ กิจกรรมที่ควรจัดคือ กิจกรรมประเภทดึง ผลัก ดัน ปีนป่าย เดิน เหวี่ยง ทุ่ม กระโดด วิ่ง เลียนแบบสัตว์ เครื่องจักร รถยนต์ รถไฟ กิจกรรมการเล่นกับทราย ดิน วิ่งสไลด์หรือวิ่งอิสระ
  • เด็กวัย 4-5 ปี กระดูกเจริญช้ากว่าเด็กวัย 1-3 ปี กระดูกเหนียว ไม่เปราะบาง กล้ามเนื้อใหญ่เจริญเติบโตโดยเฉพาะส่วนแขน ขา ลำตัว ความสนใจเล่นกิจกรรมเวลาสั้นๆ ชอบทำตามใจตนเอง ไม่ชอบรวมพวก ยังชอบเลียนแบบ มีพลังหรือกำลังเหลืออยู่มากมาย ต้องการเล่นที่ใช้กำลัง กิจกรรมที่พ่อแม่จัดควรเน้นหนักไปในทางนันทนาการ ให้กล้ามเนื้อใหญ่ ส่วนแขน ส่วนขาทำงาน เช่น ให้ควบม้า กระโดด วิ่ง เป็นต้น หากสอนเกมควรใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เกมที่เล่นควรเปลี่ยนบ่อยๆ ให้โอกาสเด็กเล่นตามลำพังบ้าง ให้เล่นเลียนแบบสัตว์ วัตถุ สิ่งของ เช่น เดินเป็ด เดินไก่ นกบิน รถยนต์ รถไฟ เป็นต้น ส่วนการส่งเสริมให้ใช้พลังมากๆ เช่น ควบม้า วิ่งสไลด์ การเดินตามจังหวะเพลง เป็นต้น
  • เด็กวัย 6 ปี กระดูกเจริญเร็ว ความสูง 2-3 นิ้วต่อปี ช่วงขายาว กล้ามเนื้อเจริญเร็วมาก ทรวดทรงแสดงให้เห็นเด่นชัด หัวใจเต้นเร็ว สามารถทรงตัวได้ดี ต้องการกิจกรรมประเภทเคลื่อนไหว ชอบส่งเสียงดัง กิจกรรมการเล่นที่ช่วยด้านความสูง คือ ห้อยโหน เลี้ยงบอล เล่นเดินทรงตัว เช่น เดินบนราว เดินโดยมีวัตถุวางบนศีรษะ และควรให้พักผ่อนประมาณ 12 ชั่วโมง














อ้างอิง
1.       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุบผา เรืองรอง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
2.       นิดา หงส์วิวัฒน์ (2554). ออกกำลังกาย. ใน ภาวะการร้อนเกินของร่างกาย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แสงแดด
3.       ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ (2542). สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.
4.       ศึกษาธิการ, กระทรวง (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพ: สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
5.       COPEC, The Council of Physical Education for Children. (2000). Appropriate practices in movement programs for young children Age3-5. USA: AAHPERD Publications.
6.       Kogan, Sheila (2004). Step by Step: A Complete Moment Education Curriculum. 2nd ed. USA: Human Kinetics.
7.       ผศ.ดร.ทิพจุฑา สุภิมารส คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์

8.       http://artchildhood.blogspot.com/2011/01/blog-post_28.html

กิจกรรมสร้างสรรค์

กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ช่วยเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจิตนาการโดยใช้การปฏิบัติงานศิลปะกระดาษ
การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์  หรือการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย  เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ  ได้แก่  การวาดภาพระบายสี  การปั้น  การพิมพ์ภาพ  การพับ  การตัด  การฉีก  ปะ  ตลอดจนการประดิษฐ์เศษวัสดุ  ฯลฯ  ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์  การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตนเอง  ปลูกฝังลักษณะนิสัยให้เป็นคนมีความประณีต  มีความละเอียดอ่อน  เป็นคนมีระเบียบ  รักความสะอาดในการทำงาน  ข้อควรตระหนักและให้ความสำคัญคือ  การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ระดับปฐมวัย  มิได้มุ่งเน้นผลงานที่สวยงาม  แต่เป็นการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก  การใช้คำว่ากิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อทำให้ครูระลึกอยู่เสมอว่า  ศิลปะสำหรับเด็กมิได้เน้นให้เด็กทำได้สวยหรือเหมือนของจริง  แต่ทำให้เด็กได้พัฒนาครบทุกด้านจากการทำกิจกรรมนี้  โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้

1.       พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ใหญ่
2.       พัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ
3.       ส่งเสริมและพัฒนาความริเริ่มสร้างสรรค์
4.       ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านผลงานของตน
5.       ฝึกจิตใจให้มีคุณภาพ  เช่น  ความอดทน  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ความรับผิดชอบ
6.       ส่งเสริมให้มีอารมณ์แจ่มใส  ร่าเริง
7.       ทำให้มีความเพลิดเพลิน  ชื่นชมในความสวยงาม  สำนึกในคุณค่าของศิลปะ
8.       สร้างความเชื่อมั่นในการแสดงออกให้กับเด็ก
9.       ส่งเสริมการปรับตัวให้รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกัน
10.   ฝึกให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
11.   ส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่ต้องแก้ปัญหาการทำงาน  รู้จักการปรับปรุงและการเปลี่ยนแปลง
12.   พัฒนาความคิดสร้างสรรค์  และจินตนาการ
13.   ฝึกการสังเกต
14.   พัฒนาภาษา  สามารถอธิบายเกี่ยวกับผลงานของตนได้




ความสำคัญ
  กิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะ  เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจ  ความสามารถและสอดคล้องกับหลักพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างยิ่ง  กิจกรรมสร้างสรรค์ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการประสานความสัมพันธ์ระหว่างกล้าม เนื้อมือกับตา  และการผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น  แต่ยังเป็นการส่งเสริมความคิดอิสระ  ความคิดจินตนาการ  ฝึกการรู้จักทำงานด้วยตนเอง  และฝึกการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ทั้งความคิดและการกระทำ   ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทางศิลปะ  และนำไปสู่การเรียน  เขียน  อ่าน  อย่างสร้างสรรค์ต่อไป
เด็กในช่วงวัยนี้โครงสร้างสมองซีกขวาซึ่งเกี่ยวกับศิลปะ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ดีมาก ถ้าส่งเสริมอย่างถูกทิศถูกทางและทำให้เกิดพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อไหร่ที่เราไปขัดขวางพัฒนาการ บีบบังคับ สร้างความเป็นระบบแบบแผนมากเกินไป ล้วนแล้วแต่เป็นตัวขัดขวางจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
การศึกษาไทยยังไม่มีความเข้าใจในการพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ จะเห็นว่าทุกวันนี้เรา พยายามสร้างกระบวนการคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กไทยมากขึ้น หากแต่บางครั้งก็ยังไม่มีความเข้าใจมากพอ เด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกันในการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างกระบวนการคิดสร้าง สรรค์จึงต้องต่างกันไป
เด็กในระดับชั้นปฐมวัย จึงจำต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ เราจะเน้นให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เมื่อเขาสนุกและเพลิดเพลิน แล้วจะทำให้เขาสามารถคิดอะไรได้แปลกใหม่อย่างมีอิสระ และเสรีภาพ คนที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กต้องเข้าใจ มิฉะนั้นจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์ของการเรียนการสอนได้ในการพัฒนาเสรีภาพ การเขียนการคิดได้อย่างแท้จริง
ศิลปะกับความคิดสร้างสรรค์ นักจิตวิทยาทางการศึกษา ทั่วโลกเชื่อกันว่าเด็กทุกคนมีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ตามระดับความสามารถของแต่ละบุคคล ถ้าหากเด็กนั้นๆได้รับการเสริมและสนับสนุนให้มีการแสดงออกภายใต้ บรรยากาศที่มีเสรีภาพสำหรับเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ในตัว สามารถพิจารณาจากพฤติกรรมได้หลายด้านดังนี้
               
1.การเป็นผู้กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา
2.การเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยความคิดของตนเอง
3.การเป็นผู้ชอบสำรวจตรวจสอบความคิดใหม่ ๆ
4.การเป็นผู้เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง
5.การเป็นผู้สอบสวนสิ่งต่างๆ
6.การเป็นผู้มีประสาทสัมผัสอันดีต่อความงาม
บทบาทครู
เอาใจใส่จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งสภาพห้องเรียน การจัดหาสื่อ อุปกรณ์ให้พร้อม มีแผนการจัดกิจกรรมไว้ล่วงหน้า และดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผน ส่งเสริมให้เด็กได้เลือกปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างหลากหลาย อย่างน้อยวันละ 2 กิจกรรม ครูควรให้โอกาสเด็กอธิบายผลงานของตนเองและ ชื่นชมผลงานของตนเอง ครูควรมีคำถามให้เด็กได้คิด และเชื่อมโยงไปสู่การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยโดยผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นการเปิดโอกาสให้ เด็กได้แสดงความคิดจินตนาการได้เต็มที่ตาม ที่ได้เห็น เด็กสามารถสร้างจินตนาการได้กว้างกว่าที่เราจะคาดเดาได้ บางทีก็อาจจะสะท้อนจิตใจความรู้สึกของเด็กที่บางที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นคำ พูดได้แต่สามารถถ่ายทอดมาทางงานศิลปะสร้างสรรค์ได้ วิชาศิลปะสร้างสรรค์เป็นฐานทางการศึกษาพัฒนาการเด็กซึ่งควรเริ่มตั้งแต่เด็ก ยังเล็กอยู่การเรียนรู้ศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นจะมุ่งเน้นถึง พัฒนาการด้านต่างๆของเด็กมากกว่าผลงาน ดังนั้นจะเห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ทางศิลปะสร้างสรรค์จะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง และสัมพันธ์กับการใช้ตา เช่นการปั้นแป้ง ดินน้ำมัน วาดรูป และระบายสี เด็กได้ใช้ส่วนต่างๆของนิ้วมือ แขนไหล่ และส่วนอื่นๆของร่างกาย เป็นการเตรียมความพร้อมในด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่-เล็กเป็นอย่างดี ทำให้เด็กสามารถหยิบจับสิ่งต่างๆได้ อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ของเด็กต่อไป
การสร้างสรรค์ คือการเจริญงอกงามทั้งด้านความคิด ร่างกาย และ พฤติกรรม และศิลปะสร้างสรรค์ คือ เครื่องมือที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพราะ กระบวนการทางศิลปะสร้างสรรค์ไม่มีขอบเขตแห่งการสิ้นสุด สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้แก่เด็กได้ตลอด เวลานอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กเกิดความคิดที่ต่อเนื่องอย่างไม่จบสิ้น และก้าวไปยังโลกแห่ง จินตนาการอย่างไม่มีขอบเขต
การจัดกิจกรรมศิลปะให้กับเด็กปฐมวัยในแต่ละวัน นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กปฐมวัย นอกจากจะได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่าง มือกับสายตาแล้ว กิจกรรมศิลปะยังสอดคล้องกับแบบแผนการเรียนรู้ของสมอง หรือที่เรียกว่า  Brain Base Learning (BBL) อีกด้วย เด็กจะได้ฝึกปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรง เรียนรู้ผ่านการสังเกตและฝึกกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อพัฒนาจุดเชื่อมต่อของใยประสาท ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย มีอิสระทางความคิด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้เป็นอย่างดี และยังเชื่อมโยงพัฒนาการของอวัยวะหลายส่วน ทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อของใยประสาทที่สามารถพัฒนาไปสู่แบบแผนการเรียนรู้ของ สมอง  ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์  ครูควรส่งเสริมจัดกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ตรงและฝึกปฏิบัติอย่างหลาก หลาย





กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ครูจัดให้เด็กที่โรงเรียนเป็นการจัดกิจกรรมที่มุ่ง ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระผ่านการสร้างสรรค์งานจากกิจกรรมที่หลาก หลายแบบที่ครูจัดให้วันละ 3-5 กิจกรรม และเด็กมีโอกาสเลือกทำอย่างน้อยวันละ 1-2 กิจกรรม ตามความสนใจ คือ
  • กิจกรรมงานปั้น ได้แก่ ปั้นดินเหนียวหรือแป้งโด ดินน้ำมัน เป็นต้น
  • กิจกรรมวาดภาพระบายสี ทั้งสีน้ำ สีเทียน สีดินสอ ได้แก่ หยดสี เทสี ระบายสี เป่าสี ละเลงสีด้วยนิ้วมือ หรือส่วนต่างๆ ของมือหรือ พิมพ์ภาพ เป็นต้น
  • กิจกรรมงานกระดาษ ได้แก่ ฉีก พับ ตัด ปะ กระดาษ เป็นต้น
  • กิจกรรมประดิษฐ์จากวัสดุต่างๆ และของเหลือใช้ ได้แก่ ประดิษฐ์กระทงใบตอง ประดิษฐ์หน้ากากจากจานกระดาษ เป็นต้น
  ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ครูสามารถส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มจุดเชื่อมต่อของใยประสาท  โดยส่งเสริมให้เด็กสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ พัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตา การพัฒนาระบบกายสัมผัสโดยให้เด็กมีโอกาสสัมผัสรับรู้วัสดุที่มีผิวสัมผัส ต่างกันในระหว่างทำกิจกรรมสร้างสรรค์  เช่น ผ้ากระสอบ ผ้าสักหลาด กำมะหยี่ กระดาษทราย กระดาษที่มีผิวสัมผัสต่างกัน  ฯลฯ 
ระหว่างทำกิจกรรมศิลปะ  ครูต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม  เช่น แสงสว่างพอเหมาะ มีเสียงดนตรีเบา ๆ บรรยากาศผ่อนคลาย  ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสมองส่วนประสาทสัมผัสกับสมองส่วนที่คุมกล้ามเนื้อ พร้อม ๆ กัน การเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายเข้ากับซีกขวาที่เป็นด้านจินตนาการ  ดังนั้น งานศิลปะจึงไม่ควรเป็นการลอกเลียนแบบหรือต้องทำให้เหมือนจริง รวมทั้งไม่เน้นความถูกต้องของสัดส่วน  แต่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม และความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เด็กสนุกสนาน ซึมซับความงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มีความมั่นใจ ภาคภูมิใจในผลงานของตน ควบคู่กับความสามารถถ่ายทอดการรับรู้ภายในด้านมิติ รูปทรง ขนาด ระยะ ฯลฯ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็ก 
 การวาดรูประบายสี  เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยในการทำ งานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้เป็นภาพ ที่วาดโดยเด็กปฐมวัยอายุ 3- 4 ขวบ เป็นภาพที่วาดตามความคิดและจินตนาการของเด็กเป็นอีก กิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยในการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะรู้จัก สี เส้น รูปทรง พื้นผิว ขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวันของเขา  
การปั้น  การปั้นดินน้ำมันหรือ ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ มาปั้นเป็นรูปต่างๆตามจินตนาการของเด็กแต่ ละคนซึ่งจะแตกต่างกันไปเป็นการฝึกสมาธิ และพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆของเด็กเด็กจะได้เรียนรู้ รูปร่างต่างๆ 
การพับกระดาษ  เป็นกิจกรรมในการพัฒนาจิตใจและสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความสนใจ และรู้สึกสนุกจึงทำซ้ำแล้วซ้ำอีก และเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างความเคลื่อนไหวของมือและการเปลี่ยนแปลงของ รูปร่างจากกระดาษที่พับ           
การฉีก-ปะกระดาษ    เป็นกิจกรรม ที่ช่วยส่งเสริม การใช้ทักษะมือและนิ้วมือ ที่เราเรียกว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อส่วนนี้จะทำงานได้ดีต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ด้วย   
การพิมพ์ การพิมพ์ภาพเป็นการสร้างภาพหรือลวดลายที่เกิดจากการนำวัสดุหลายๆประเภท เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ก้านกล้วย หรืออวัยวะของร่างกาย เช่น มือ เท้า มาใช้เป็นแม่พิมพ์กดทับลงบนสีแล้วนำไป พิมพ์บนกกระดาษหรือผ้าก็ได้ 
การเป่าสี คือการนำสีน้ำหรือสีโปสเตอร์ ผสมกับน้ำให้สีข้นพอสมควร โดยการหยดสีลงบนกระดาษ ใช้หลอดกาแฟจ่อปลายหลอดที่สี แล้วเป่าให้สีกระจาย จะได้ภาพสวยงามหลายหลากสี
การประดิษฐ์เศษวัสดุ   เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าการประยุกต์ให้เศษวัสดุใกล้ตัว ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เกิดความภาคภูมิใจต่อผลงานของตนเอง ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ มีส่วนร่วมทั้งความคิด จิตใจ สมอง เกิดความประทับใจ เรียนรู้ด้วยความเข้าใจ จะทำให้เด็กค่อยๆ เกิดความคิด สร้างจินตนาการ นำไปสู่การคิดค้น การแก้ปัญหาและสร้างสรรค์งานใหม่ได้
การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยได้ทำแต่ละวัน  จะทำให้เด็กพัฒนาได้ครบทุกด้านตามที่กล่าวข้างต้น  สำหรับแนวทางที่จัดกิจกรรมนั้นมีแนวทางที่พอจะเสนอแนะไว้ดังนี้
1.       จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้มีทุกวัน  วันหนึ่งควรจัดให้มีหลายกิจกรรม  แล้วให้เด็ก   เลือกทำกิจกรรมให้ได้อย่างน้อย  2  กิจกรรม  จัดกิจกรรมหลัก  ได้แก่  การปั้นดินน้ำมัน  และการ วาดภาพระบายสี  ซึ่งเป็นกิจกรรมฝึกความพร้อมของกล้ามเนื้อมือ  นิ้วมือ  และฝึกประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา  อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการเขียน  และการจัดกิจกรรมเสริม  ได้แก่  การตัด  ฉีก  ปะ  การประดิษฐ์  เป็นต้น
2.       จัดกิจกรรมให้เด็กทำกิจกรรมอย่างอิสระ  ไม่กำหนดรูปแบบหรือชี้นำให้เด็กทำตาม  ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์  ขาดความคิดริเริ่มที่จะเป็นตัวของตัวเอง  คอยแต่จะฟังคำสั่งหรือทำตามแบบอย่างผู้อื่นอยู่เสมอ
3.       จัดให้เด็กได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  4 – 6  คน  ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการทางสังคม  ช่วยให้เด็กได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น  ได้รู้จักการแข่งขัน  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีความรับผิดชอบ
4.        จัดกิจกรรมโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง  ตอบสนองความต้องการ  ความสนใจ  ให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็กแต่ละคน
5.       กิจกรรมใดที่เป็นกิจกรรมใหม่  หรือมีขั้นตอนซับซ้อน  ครูควรมีการสาธิตการใช้เครื่องมือ  การทำกิจกรรมแต่ละขั้นตอนและมีการดูแลอย่างใกล้ชิด
6.       อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายและแนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะแก่เด็ก
7.        ให้ความสำคัญในกระบวนการทำงานของเด็กมากกว่าคำนึงถึงผลงานของเด็ก
8.       บทบาทของครูในการจัดกิจกรรม
     8.1  ฝึกการทำตามข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนลงมือทำกิจกรรม
     8.2  ยอมรับในความสามารถของเด็กแต่ละคน
     8.3  ใช้คำพูดยั่วยุ  และท้าทายให้แสดงออก
     8.4  สอนด้วยความรัก
     8.5  ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแก้ไขผลงานศิลปะของเด็ก  แต่ควรพูดให้เกิดความคิดด้วยตนเอง
    8.6  วางแผนการจัดเตรียมเครื่องมือ  อุปกรณ์  เอาไว้ล่วงหน้า  เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ
ครูปฐมวัยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาเด็กด้วยกิจกรรมศิลปะ   ส่วนเด็กจะต้องได้ทำกิจกรรมศิลปะอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
 การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ไว้ ซึ่งประกอบเป็น 2 ส่วน คือ ประสบการณ์สำคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ ทั้งสองส่วนใช้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งทาง ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา โดยครอบคลุมพัฒนาการเด็ก 4 ด้านดังนี้
1.       ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก จากการเขียนภาพและการเล่นสี เช่น กิจกรรมเขียนภาพด้วยสีเทียน สีน้ำ เป่าสี ทับสี ปั้นดินเหนียว ดินน้ำมัน งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เป็นต้น
2.       ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ เป็นประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ เด็กมีโอกาสชื่นชมและสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม เช่น กิจกรรมเขียนภาพตามความคิดสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นต่อผลงานศิลปะ ฯลฯ
3.       ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้ทางสังคม ด้วยการเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น มีการวางแผน ตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ ให้เด็กมีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึก ความสนใจ ความต้องการของตนเองและผู้อื่น เช่น การเลือกทำกิจกรรมศิลปะตามความสนใจ การฟังความคิดเห็นของเด็กคนอื่น การรู้จักรอคอยที่จะใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น การรู้จักแบ่งปันวัสดุ ของใช้ เป็นต้น
4.       ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นประสบการณ์ที่ส่งเสริมความคิดของเด็ก เกี่ยวกับการรับรู้ และการแสดงความรู้ผ่านสื่อ วัสดุ และผลงาน เช่น การวาดภาพ ระบายสี ปั้นดิน ประดิษฐ์ ส่งเสริมด้านการใช้ภาษาและด้านการเขียนในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อ ความหมายต่อเด็ก และการสื่อความหมายของมิติสัมพันธ์ด้วยภาพวาด เช่น การให้เด็กเขียนภาพนิทาน วาดภาพด้วยสีเทียน สีน้ำ เป็นต้น
พ่อแม่ผู้ปกครอง
พ่อ แม่มือใหม่รู้เสมอว่ากิจกรรมการเล่นมีผลต่อพัฒนาของลุกน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็ประสบปัญหาว่า ไม่รู้จะเล่นกับลูกอย่างไร โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจ ที่ทุกคนในครอบครัว มีเวลาให้กันและกันน้อยลงไปทุกที ยิ่งทำให้พ่อแม่ มือใหม่ได้แต่แสดงความรักให้ลูกน้อยด้วยการซื้อของแพงๆ ให้ โดยไม่นึกว่าอาจจะเป็นผลลบต่อลุกที่รักก็ได้ เราลองมาดูกันว่า
ผลการ สำรวจความเห็นจากพ่อแม่ของเด็กวัยตั้งแต่ 0-4 ปี ในสหรัฐอเมริกา อะไรคือ 10 กิจกรรมสร้างสรรค์ ที่พ่อแม่เชื่อว่า สำคัญต่อพัฒนาการของเด็กในเยาว์วัย
1. การวาดภาพ (Painting)
ศิลปะ นับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยสร้างจิตนาการไม่เฉพาะกับเด็ก แต่รวมไปถึงผู้ใหญ่ การให้ลูกน้อย ได้มีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปะ หรือวาดภาพ ถึงแม้จะเป็นภาพที่ไม่มีความหมายอะไร แต่การวาดภาพ ก็ช่วยให้ลูกน้อยได้ใช้กล้ามเนื้อนิ้มมือในการจับพู่กัน หรือปากกา กล้ามเนื้อมือและแขนในการขยับปากกาไปตามแนวฝึกทักษะขอแงความสัมพันธ์ระหว่าง ตาและมือ
2. การปีนป่าย (Climbing )
ไม่ ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง คงไม่มีใครจะปฎิเสธว่าเด็กทุกคน ชอบที่จะปีนป่ายไปตามสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่ท้าทายให้สำรวจการปีนป่าย เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อหลักๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขนขาและยังช่วยฝึกทักษะการสร้างสมดุลของร่างกายอีก ด้วย
3. การเล่นกับลูกบอล (Playing ball )
ผู้ใหญ่ อาจมองการเล่นกับลูกบอลในลักษณะที่เป็นกีฬา แต่สำหรับเด็กนั้น ลุกบอลเป็นเครื่องเล่นที่สามารถสร้างจินตนาการและพัฒนาลักษณะต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพียงการใช้มือกลิ้งบอล หรือการเตะบอลไปมา การโยนลูกบอลบนอากาศและรับ ไปจนถึงการกลิ้งตัวบนลูกบอลในลักษณะต่างๆ ลูกบอลอาจจะถือได้ว่า เป็นเครื่องเล่นพื้นฐานที่สุด ซึ่งสามารถพัฒนาได้ทั้งกล้ามเนื้อในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็ก ไปจนถึงการฝึกทักษะการสร้าง ความสัมพันธ์ของตาและมือ และการฝึกการสร้างสมดุลของร่างกายด้วย
4. การเล่นดนตรี และการเล่นคอมพิวเตอร์ (Playing music and computer )
เป็น อันดับที่มีกิจกรรมสองกิจกรรมได้คะแนนเสมอกัน ในสิ่งที่ถือว่า แตกต่างกันพอสมควร เนื่องจากดนตรี นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญมากของการพัฒนาลูกน้อยคล้ายกับการวาดภาพ การเล่นดนตรีช่วยสร้างทักษะในการ ฟังเสียงของเด็ก การฝึกทักษะของกล้ามเนื้อนิ้มมือ และแขน
5. การร้องเพลง(singing)
การ เล่นคอมพิวเตอร์ดูจะเป็นกิจกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก มีกังวล เนื่องจากเห็นว่า อาจจะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างทักษะหรือพัฒนาการให้เด็กน้อยได้มากเท่าที่ ควร แต่คงจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งสาระสนเทศในปัจจุบัน พ่อแม่ต้องการให้ลูกได้มีโอกาสเริ่มสัมผัสกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งมีโปรแกรม ต่างๆ คอยตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี
6.การฟังเพลงและการเล่นในสนามเด็กเล่น (Listening to music and playground)
หลาย ทฤษฏีในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการให้เด็กเล็กได้ฟังเพลงที่มีคุณภาพเช่น เพลงคลาสสิค จากความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยพัฒนาสมองและจินตนาการได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญเรื่อง การฟังเพลงมาก คงจะไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่เคยร้องเพลงให้ลุกน้อยฟัง การร้องเพลงช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาของเด็กได้อย่างดี และยังเป็นเครื่องมือในการสร้างจิตนาการ และสุนทรียภาพให้กับลูกน้อยอีกด้วย การร้องเพลงพร้อมกิจกรรม ประกอบ ท่าทาง ยังช่วยในการฝึกกล้ามเนื้อต่างๆ การสร้างจิตนาการ และการประสานท่าทางกับคำร้อง
7. การเล่นจินตนาการและการระบายสีบนภาพ (Playing make-believe,coloring)
การ ระบายสีบนภาพเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับคะแนนสูง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างจินตนาการได้ ดีที่สุดกิจกรรมหนึ่ง และยังช่วยฝึกความเข้าใจในสีต่างๆ และพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อต่างๆ คล้ายกับการวาดภาพ พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้คะแนนการเล่นของเล่นสูง คงจะเป็นเพราะของเล่นในปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาจากของเล่นที่ เพียงแต่สร้างขึ้นเพื่อความสนุกสนาน ให้เป็นของเล่นที่พัฒนาทางความคิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อใน การจับชิ้น ส่วนต่างๆ การฝึกจับคู่วัสดุลงในช่องที่มีรูปลักษณะเหมือนกัน การต่อของเล่นให้เป็นรูปร่างต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาและฝึกทักษะหลายๆ อย่าง ในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดี การวาดลายเส้นนอกจากจะช่วยสร้างจินตนาการแล้วยังช่วยสร้างทักษะในการใช้ ดินสอ หรือปากกาด้วย ทั้งยังส่งผลให้ลูกน้อยเข้าใจรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นตรง วงกลม สี่เหลี่ยม ฯลฯ ที่จะมาประกอบกันเป็นรูปภาพ จะช่วย ให้เด็กมีการพัฒนาที่ดีทางด้านทักษะที่จะนำไปสู่การเขียนหนังสือและการวาด ภาพ
8. การเล่นของเล่น(Playing with toy )
ใน ขณะเดียวกัน การให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเล่นในสนามเด็กเล่น ได้รับคะแนนสูงในระดับเดียวกัน เพราะการเล่นในสนามเด็กเล่น เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ และนอกจากนี้ยังได้พัฒนาศักยภาพทางสังคม จากการได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ ในวัยเดียวกัน และวัยที่ต่างกัน
9. การวาดลายเส้น(Drawing )
การ เล่นจินตนาการ หรือ การเล่นสมมติจำลองให้ตุ๊กตาหรือคนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัว เป็นการฝึกจินตนาการได้ดี และยังเป็นกิจกรรมที่ฝึกทักษะด้านภาษาอีกด้วย เช่น การจัดงานวันเกิดให้ตุ๊กตาหมี สามารถฝึกให้ลูกน้อยเข้าใจ ศัพท์ต่างๆ ที่จะต้องใช้ไม่ว่าจะเป็นเค้ก จาน แก้วน้ำ ฯลฯ รวมไปถึงการร้องเพลงด้วย
10. การอ่าน(Reading )
กว่า สามในสี่ของพ่อแม่ที่ร่วมทำการสำรวจบอกว่า อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง การอ่านนอกจากเป็นการสร้างจินตนาการ การฝึกทักษะด้านภาษา การฝึกการมองภาพและการรู้จักสิ่งต่างๆ แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยด้วย เพราะลูกจะรู้สึกถึงความอบอุ่นจากพ่อแม่ได้อย่างใกล้ชิดที่สุด
       
   พ่อแม่สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูก ผ่านการทำงานศิลปะร่วมกันในวันหยุดได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • ช่วยเตรียมอุปกรณ์และร่วมกันวางแผนการใช้สื่อ อุปกรณ์ให้สอดคล้องกับงานศิลปะที่ต้องการ เช่น งานตัดปะกระดาษ ควรมีกระดาษ กรรไกร กาว กระดาษพื้นหรือกระดาษ A4 สีขาวไว้ติดภาพ ผ้าเช็ดมือ งานปั้น ควรมีแผ่นรองปั้นดินและรองผลงานปั้นของเด็ก ดินเหนียวหรือแป้งโด เป็นต้น เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักการวางแผน
  • แนะนำให้ลูกทราบสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนทำกิจกรรม ได้แก่ การสวมผ้ากันเปื้อน การใช้วัสดุที่ถูกต้อง และสาธิตการใช้วัสดุบางประเภทจนลูกเข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาวจะต้องปาดพู่กันหรือกาวนั้นกับขอบของภาชนะที่ใส่ เพื่อมิให้สีหรือกาวไหลเลอะเทอะ เป็นต้น หลังจากนั้น สนับสนุนให้ลูกเลือกทำงานศิลปะอย่างอิสระ และให้กำลังใจขณะลูกสร้างผลงาน ให้เวลาลูกอธิบายผลงานของตนเอง เป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาของเด็ก และแสดงการยอมรับผลงานของลูก เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและภูมิใจในตนเองให้แก่เด็ก โดยต้องไม่ลืมว่างานศิลปะของเด็กเป็นงานส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
  • ช่วยสร้างบรรยากาศความมั่นใจในการแสดงออกและสนับสนุนให้ลูกทำงานด้วยตนเองใน บรรยากาศที่สนุกสนาน เพื่อให้ลูกค้นพบความสามารถของตนเอง และสามารถนำไปปรากฏให้ผู้อื่นได้รู้ จะทำให้ลูกกล้าคิด กล้าแสดงออก
  • ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้นพบข้อความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของตนเอง หลังจากการปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์ พ่อแม่ควรได้ซักถามเกี่ยวกับผลงานของลูก เป็นคำถามชวนให้คิด เป็นข้อ ความรู้ เช่น วันนี้หนูรู้อะไรบ้าง (แต่ไม่ควรคาดหวังสูงเกินความสามารถเด็ก) ตลอดจนควรสนทนาถึงประโยชน์ที่ได้จากการทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสรุปความรู้
  • ร่วมกันประเมินผลให้ลูกเห็นความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนและเน้นการพบ ความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะความสำเร็จมีอิทธิผลต่อความภาคภูมิใจของคนเรา เมื่อลูกทำกิจกรรมเขาย่อมต้องการความสำเร็จและการยอมรับผลสำเร็จนั้น คำชมของพ่อแม่จะทำให้เกิดความมั่นใจ แต่ขณะ เดียวกันเด็กควรรู้สิ่งที่ควรแก้ไขด้วย เพราะการรับรู้แต่เพียงความสำเร็จประการเดียวไม่พอ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขคือ การลดความหวัง แต่ยังคงปรารถนาในสิ่งที่ตนเองต้องการไว้บ้าง

   ทำให้เด็กได้ฝึกการใช้จินตนาการอย่างอิสระ ซึ่งจะมีผลให้เด็กเป็นคนกล้าคิด กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆทำให้เด็กได้แสดงออกถึงสิ่งที่ตนคิดและรู้สึกโดยเฉพาะ ในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารทางตัวอักษรได้ดีทำ ให้เด็กรักการทำงานและมีความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของเด็กแต่ละชิ้นเสร็จสิ้นลง เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานของเขามาก ทำให้กระตือรือร้นที่จะสร้างผลงานชิ้นใหม่ต่อไปช่วยฝึกความประณีตและสมาธิ เพราะในขณะที่เด็กพยายามควบคุมมือให้สามารถวาดระบายสีหรือประดิษฐ์สิ่งหนึ่ง สิ่งใดให้สำเร็จนั้นต้องใช้ความตั้งใจ ความพยายามและใช้สมาธิที่แน่วแน่มั่นคงตามวุฒิภาวะของเด็กแต่ละวัย ทำให้เด็กเป็นคนมีสุนทรียภาพ มีความละเอียดอ่อนในจิตใจ ทำให้รู้คุณค่าในธรรมชาติ ศิลปะวัตถุ หรือรูปแบบความคิดต่างๆ ทำให้มีชีวิตและจิตใจที่งดงาม ฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานร่วมกัน รู้จักปรับตัวและปรับความคิดให้สอดคล้อง ยอมรับซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและเป็นประชาธิปไตยในสังคม
วิทยาการทางด้านสมองทำให้เราทราบได้ว่า คนเรามีศักยภาพทางการคิด เกิดจากสมองทั้ง 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวาของเราทำงานและพัฒนาการคิดตัดสินใจ และคิดสร้างสรรค์ สมองทั้งสองซีกจะทำงานเชื่อมโยงไปพร้อมกันในทุกกิจกรรมการคิด การพัฒนาสมองของเด็กจึงจัดผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้สมองทั้งสองซีกทำ งานสมดุล กิจกรรมสร้างสรรค์จึงเป็นกิจกรรมที่จะช่วยเชื่อมโยงการทำงานของสมองและพัฒนา จินตนาการซึ่งสัมพันธ์กับประสบการณ์ของเด็ก เด็กจะแสดงออกมาเป็นภาพ รูปร่าง และรูปทรง จึงเป็นโอกาสที่เด็กจะได้ฝึกสมองจากกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีหลากหลายแบบ เป็นการให้เด็กกระทำ และสังเกตซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้เด็ก เด็กจะเกิดความสามารถในการพัฒนาความคิดรวบยอดและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ สิ่งต่างๆ ได้ต่อไป อีกทั้ง กิจกรรมสร้างสรรค์ยังสามารถพัฒนาจิตเด็กได้อย่างมีคุณภาพ คือให้เป็นผู้มีความอดทนเพราะต้องสร้างสรรค์ผลงานของตนจนสำเร็จ จะสร้างความภูมิใจต่อตนเองหรือสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองได้ เนื่องจากการเปิดโอกาสให้เด็กพึ่งตนเองในการทำสิ่งต่างๆ ตามความสามารถ เป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงความมีคุณค่าในตนเอง เด็กจะเป็นผู้มีความมั่นใจและกล้าที่จะผจญปัญหา ในขณะเดียวกัน เด็กจะได้รับการพัฒนาทางสังคม เพราะเด็กจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อน เด็กจึงเรียนรู้การแก้ปัญหาการทำงาน รู้จักปรับปรุงหรือเปลี่ยน แปลงตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม เมื่อเด็กสร้างผลงานสิ้นสุดแล้ว การชักชวนให้เด็กชื่นชมผลงานของตนเอง เป็นการปลูกจิตสำนึกเด็กให้เห็นคุณค่าของศิลปะที่ตนสร้างขึ้น และฝึกฝนการแสดงความชื่นชมในความสวยงาม สร้างความเพลิดเพลินและความสุขจากสิ่งใกล้ๆ ตัวเด็กเอง
                      



อ้างอิง
1.       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุบผา เรืองรอง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
2.       ดร.ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ . http://www.gotoknow.org/posts/324059
3.       อารีรัตน์ เป้งคำภา ครูชำนาญการโรงเรียนบ้านไฮ่ปลาโหลอำเภอวาริชภูมิ สกลนคร
7.               กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2543). การสอนแบบจิตปัญญา: แนวการใช้ในการสร้างแผนการสอนระดับอนุบาล. กรุงเทพฯ: เอดิสัน เพรสโปรดักส์.
8.               คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,สำนักงาน. (2542). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (3-5 ปี): แนวคิดของกลุ่มนักการศึกษา. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
9.               ชาติชาย ปิลวาสน์. (2544). การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาเด็กปฐมวัยโดยใช้กระบวนการวางแผนปฏิบัติการ ทบทวน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ.
10.         พาชื่น เพชราพิพัฒน์ .(2545). เลี้ยงลูกสไตล์อเมริกา. กรุงเทพ: เอมี่เทรดดิ้ง.
11.         สายสุรี จุติกุล. (2543). กระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพ : บางกอกบล็อก-ออฟเซต.
12.         ศึกษาธิการ,กระทรวง. (2546) . คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. (สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี). กรุงเทพ ฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
13.         อารี พันธ์มณี. (2546). ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเสริมสร้างอย่างไร วารสารการศึกษาปฐมวัย. 3 (2) : 57-59.
14.         อุมาพร ตังคสมบัติ . (2543) . Everest พาลูกค้นหาความนับถือตนเอง. กรุงเทพ: : ซันตาการพิมพ์.
15.         Erikson, E.H. (1975). Childhood and Society. New York: Morton.

16.         Maslow, A.M. (1954). Motivation and Personality. New York: Harper &Row.